เตือนระวัง! ปวดประจำเดือนหนัก = ไม่ใช่เรื่องปกติ
บทความสุขภาพ
10 มิ.ย. 2569
ครั้ง
เตือนระวัง! ปวดประจำเดือนหนัก = ไม่ใช่เรื่องปกติ
ถึงเวลาลบความเชื่อเก่าๆ ที่ว่าผู้หญิงปวดท้องเมนส์เป็นเรื่องปกติ ออกไป บ่อยครั้งที่คุณผู้หญิงมักละเลยอาการปวดท้องประจำเดือนที่รุนแรง และเลือกที่จะซื้อมารับประทานยาแก้ปวดเพื่อประทังอาการไปในแต่ละเดือน โดยคิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการ "ปวดประจำเดือนหนัก" คือหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยเงียบที่เด่นชัดที่สุดของโรคภายในสตรี ที่หากปล่อยทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลอันตรายต่อสุขภาพและนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากในอนาคตได้
สัญญาณแบบไหน? ที่บอกว่าอาการปวดท้องเมนส์ของคุณ "ไม่ปกติ"
- ปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ เดือน : จากที่เคยปวดนิดหน่อยพอทนได้ หรือทานยาพาราเซตามอลแล้วหายกลับกลายเป็นต้องทานยาแก้ปวดชนิดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการปวดลากยาวตลอดช่วงการมีประจำเดือน
- ปวดร้าวไปที่อวัยวะส่วนอื่น : มีอาการปวดหน่วงอย่างรุนแรงจนร้าวลงไปถึงโคนขา ร้าวไปที่หลังส่วนล่าง หรือมีอาการปวดเบ่งลึกๆ ในช่องท้องขณะขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ
- มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยจนใช้ชีวิตไม่ได้ : เช่น มีอาการหน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเป็นลมไข้ขึ้นระหว่างมีรอบเดือน จนไม่สามารถไปเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ
- โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ โรคช็อกโกแลตซีสต์ : เกิดจากเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปสะสมในอุ้งเชิงกรานหรือรังไข่ จนกลายเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดพังผืดยึดเกาะอวัยวะภายในและทำให้มีบุตรยาก
- โรคเนื้องอกมดลูก : การเติบโตของก้อนเนื้อผิดปกติในกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งมักจะส่งผลให้มดลูกบีบตัวรุนแรงขึ้นจนปวดท้องหนัก ควบคู่ไปกับอาการประจำเดือนมามากผิดปกติหรือมาลากยาว
- ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง : เกิดจากการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ลุกลาม ทำให้เกิดการอักเสบและเป็นพังผืดภายในช่องท้อง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหน่วงท้องน้อยอย่างรุนแรงทั้งในช่วงที่มีและไม่มีประจำเดือน
- จดบันทึกและติดตามรอบเดือนอย่างแม่นยำ : คอยสังเกตวันที่ประจำเดือนมา ปริมาณผ้าอนามัยที่ใช้ และระดับความรุนแรงของการปวดในแต่ละเดือน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการปรึกษาแพทย์
- หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดรับประทานเองต่อเนื่องยาวนาน : หากต้องพึ่งยาแก้ปวดชนิดรุนแรงติดต่อกันทุกเดือน ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
- เข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์อุ้งเชิงกราน : เป็นการตรวจเช็กภายในที่ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นโครงสร้างมดลูกและรังไข่ได้อย่างชัดเจน ทำให้ตรวจเจอถุงน้ำหรือเนื้องอกได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ
- ปรับพฤติกรรมลดการอักเสบ : หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารรสจัด และของทอดของมัน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อลดความเครียด

ติดตาม โซเชียลเน็ตเวิร์ก ของเรา